OLYMP TRADE
ระบบเทรดที่ดีที่สุด!!! ที่จะทำกำไรอย่างยั่งยืนได้...

ก่อนเทรดทุกครั้ง...ต้องดู !!!
อย่าประมาทเด็ดขาด
ระบบนี้ระบบเดียวเท่านั้น ที่จะสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

การสร้าง Mindset ก่อนเริ่มเทรด

ระบบเทรดของผม

…หาจุดที่มั่นใจที่สุด วันละ 3 ครั้งเท่านั้น

…เทรดครั้งละ 2% ของทุน / ทำกำไรวันละ 5% พอ (ได้แล้วต้องหยุดทันที!!!)

…ใช้เวลาเทรด 3 นาที / ถ้าไม่มั่นใจ อย่าเทรดเด็ดขาด!!!

…ต้องอดทน รอ รอ รอ และรอ ให้ได้ / จนกว่าจะเกิดสัญญาณถึงจะเทรด

…เพียง 5 ข้อ ด้านล่างนี้เท่านั้น ที่จะทำกำไรอย่างยั่งยืนได้

…ข้อนี้สำคัญมากที่สุด! อย่าเปิด order บ่อยและเปิดมากเกินไป

เพราะจะทำให้เราเสียเงินทุนไปมาก และยากที่จะแก้คืน

.

1. ถ้ากราฟพุ่งทะลุเส้นล่างตามรูปด้านล่างนี้ / เทรดขึ้น 3 นาที

2. ถ้ากราฟพุ่งทะลุเส้นบนตามรูปด้านล่างนี้ / เทรดลง 3 นาที

3. ถ้ากราฟผ่านเส้นกลางตามรูปด้านล่างนี้ / เทรดขึ้น-เทรดลง ตามลูกศร 3 นาที

4. ถ้ากราฟผ่านช่องแคบขาขึ้นตามรูปด้านล่างนี้ / เทรดขึ้น 3 นาที

5. ถ้ากราฟผ่านช่องแคบขาลงตามรูปด้านล่างนี้ / เทรดลง 3 นาที

คำเตือน : การเทรด Binary Options อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน ดังนั้น กรุณาเรียนรู้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนให้ดีก่อน

ที่จะตัดสินใจลงทุน

 

เรียนรู้เพิ่มเติม ได้ที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้!

…วีดีโอสอน Binary Options

…เจาะลึกไบนารี่ออฟชั่น olymp trade [Step by Step]สู่การทำกำไรมากกว่า 1,000%

(สอนเหมือนจับมือทำ)

…เทรดง่ายๆ ด้วยการใช้ Bollinger Bands

…OLYMP TRADE กลยุทธ์ สอนสร้างระบบเทรดของตนเอง

 

วิธีเอาชนะคำดูถูก…ที่คุณต้องรู้ให้ได้ !

ความสำเร็จ แค่คำเดียว ทำไมยากจัง คุณว่ามั้ย ?

นี่คือ ความล้มเหลว ที่คุณกำลังเป็นอยู่หรือเปล่า ?

 

ลงมือทำกำไรได้ทันที!

 

 

 

เทรดเดอร์อิสระกับชีวิตที่ไม่ง่าย

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ในยุคที่โลกไร้พรมแดน เชื่อมต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ตไร้สายแบบนี้ มันมีมนุษย์พันธุ์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น คนกลุ่มนี้น่ะหรอ เราจะเห็นเค้าสิงสถิตอยู่ตามร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า บางคนก็ไม่ออกไปไหน วันๆนั่งอยู่แต่ในบ้าน จนคนข้างบ้านเริ่มสงสัยว่า ไอ้เจ้านี้มันไม่ทำงานทำการเลยรึไง วันๆ เห็นแต่นั่งเฝ้าจอคอมพิวเตอร์ ออกจากบ้านก็ดูแต่มือถือ แล็บท๊อป มันต้องประสาทกินแล้วแน่ๆ สงสัยจะตกงานจนเพี้ยน!!!!

แต่คุณรู้หรือไม่ ไอ้จอมเพี้ยนที่เราเห็น บางคนสามารถทำเงินได้ถึงหลักแสน หลักล้านต่อเดือน โดยไม่ต้องออกจากบ้าน บางคนทำเก๋หน่อย ก็ออกไปนั่งตากแอร์ เปิดกราฟดู ที่ร้านกาแฟ ให้คนอื่นๆเค้าสงสัยกันว่า ไอ้นี่มันทำบ้าอะไรวะ สงสัยจะพ่อรวยล่ะมั้งถึงไม่ต้องไปทำงาน มานั่งเล่นลอยไปลอยมาทุกวันเลย ????

นี่แหละอาชีพของคนพันธุ์ใหม่ ที่เค้าเรียกกันว่า เทรดเดอร์อิสระ โดยอาชีพนี้จริงๆ แล้วเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศมาหลายทศวรรษแล้ว แต่เพิ่งเริ่มได้รับความสนใจในเมืองไทยไม่นานนัก เพราะ life style ของอาชีพนี้ มันสามารถตอบโจทย์ของคนยุคใหม่ ที่รักความสบาย ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร และมีชีวิตที่อิสระได้อย่างลงตัว

เขาเทรดอะไรกัน?? เทรดเดอร์อิสระเหล่านี้ ไม่จำกัดสินค้าที่ใช้เทรด คือตั้งแต่ใกล้ตัวที่สุดคือ หุ้นในประเทศไทยเอง ฟิวเจอร์ ทองคำ สินค้าเกษตร พลังงาน ไม่จนถึงค่าเงิน เค้าไม่สนใจว่ามันคืออะไร ขอแค่ทำเงินให้เค้าได้ก็พอ โดยเทคนิคในการเทรด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นนักเทคนิคคอล ดูกราฟเป็นหลัก อาจจะดูปัจจัยพื้นฐานประกอบบ้าง ตรงนี้แล้วแต่เทคนิคส่วนตัวของเทรดเดอร์แต่ละคน

ชีวิตที่ดูแสนสบาย ทำเงินได้เพียงปลายคลิกนั้น ทำให้เด็กจบใหม่ หรือแม้จะไม่ใหม่ ก็เริ่มให้ความสนใจ เริ่มศึกษา แต่หลายๆคนก็ยังไม่กล้า เพราะเป็นเรื่องแปลกใหม่พอสมควร รวมถึงยังไม่ได้รับการยอมรับซักเท่าไรในสังคมไทย อีกทั้งเด็กไทยส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังให้เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ^^ ทำงานที่มั่นคง กินเงินเดือนประจำ มีตำแหน่ง มีหัวโขน ปลอดภัย ไม่เสี่ยงงงง ไร้กังวล????

แต่ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับคนที่ตัดสินใจจะยึดอาชีพนี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเทรดเดอร์อิสระนั้น จริงๆแล้ว มีไม่ถึง 1 ใน 100 เปลือกนอกที่คนมองว่าสวยหรู หาเงินได้ง่ายๆ เค้าเหล่านี้ ได้ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชน ผู้ที่อยู่รอด เชื่อได้เลยว่าเขาเกือบตายมาแล้วทุกคน!!!!

กว่าจะปั่นจักรยานเป็นต้องล้มสักกี่ครั้ง การจะเป็นเทรดเดอร์อิสระนั้นก็ต้องล้มมามากกว่านั้นหลายร้อยเท่า เพราะการจะเป็นเทรดเดอร์อิสระได้นั้น ไม่ใช่แค่คุณศึกษามาดีพร้อมครบถ้วนทุกกระบวนการ มีทุน หรือมีระบบเทรดที่เลอเลิศแล้ว ก็ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการเทรดได้ สิ่งที่เหนือกว่านั้น คือความสามารถในการควบคุมตัวเอง คุณต้องสามารถจัดการกับอารมณ์ของคุณได้ในทุกสถานการณ์และต้องมีวินัย เชื่อเหอะ มันไม่ง่ายเลย เพราะถ้ามันทำได้ง่ายๆ เค้าก็คงจะรวยกันหมดแล้ว

แต่แน่นอน หากคุณทำได้ ก็คือช่วงเวลาที่คุณปั่นจักรยานเป็น มันคือช่วงเวลาที่คุณจะปล่อยให้สัญชาติญาณขับเคลื่อนตัวคุณ เก็บเกี่ยวผลกำไรได้ไม่รู้จบ เพียงแต่กว่าจะถึงวันนั้น คุณอาจจะต้องถูกฟันจนหัวแบะก่อนไม่รู้สักกี่รอบ จึงไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมคนที่ก้าวเข้ามาในสังเวียนเทรดถึงล้มหายตายจากไป หน้าใหม่มา หน้าเก่าไป วนเวียนอย่างนี้เรื่อยๆ ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครที่จะสามารถยืนยันในตลาดนี้ได้ต่อไปด้วยการขย้ำคนที่ไม่สามารถต่อสู้กับความโหดร้ายของมันได้

แต่ไม่ว่าตลาดนี้ มันจะโหดร้ายเพียงใด หากคุณมีความอดทน มุ่งมั่น พยายามพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ควบคุมจิตของตัวเองได้มากขึ้น ฝึกการมีวินัยในทุกๆการเทรด และแน่นอนว่ามันต้องใช้เวลา เชื่อว่า คุณจะเป็นจอมยุทธ์อีกคนที่ใครๆต้องอิจฉา เพราะรางวัลที่คุณจะได้รับจากเวทีนี้ มันคุ้มค่ากับการต่อสู้อย่างที่คุณอาจคาดไม่ถึง เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จหลายคน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางท่องเที่ยวโดยเค้าเทรดผ่านมือถือ และอีกหลายๆคน ที่ใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบและเทรดไปด้วยผ่าน Laptop โดยยังสามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ พวกเค้าส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่าพนักงานประจำหลายเท่า ขอแค่คุณปรับคลื่นความคิดของคุณให้ถูกจุด คุณจะสามารถดึงดูดเงินเข้ากระเป๋าได้ง่ายๆ มันอยู่ที่คุณพยายามพอรึเปล่า ทุ่มเทพอไหม และที่สำคัญที่สุด คุณสู้จริงรึเปล่า!!!!

….อย่าลืมว่าการเปลี่ยนแปลงไม่อาจทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เสมอไป แต่ความสำเร็จล้วนต้องเริ่มมาจากการเปลี่ยนแปลง ขอให้ทุกคนโชคดี ^^

By 2Btrader

ปรับทัศนคติสู่การเป็นฟรีดอมเทรดเดอร์

A head shape, a brain and a chart on an abstract background

ในหนังสือการลงทุนที่ขายดีมากที่สุดเล่มหนึ่งอย่าง Trading for a living ของ Dr. Alexander Elder ได้กล่าวถึงสัดส่วนที่มีผลต่อความสำเร็จในการลงทุนว่าจะต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน นั่นคือ หนึ่ง ระบบเทรดหรือ indicator ต่างๆ ที่เราใช้ โดยมันจะมีความสำคัญประมาณ 10% เท่านั้น อีก 30% คือ การบริหารเงินในบัญชี หรือ Money management (MM) ส่วนปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุด ก็คือ Psychology ที่มีผลต่อการเทรดมากถึง 60% !!!!!

แต่ในโลกของความจริง พบว่า เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ มี mindset ในการเทรดที่มีสัดส่วน “ผกผัน” กับแนวคิดดังกล่าว พวกเขาให้ความสำคัญกับระบบและเครื่องไม้เครื่องมือมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง เพราะมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะจับต้องได้ เขาคิดว่าการลงทุนมันเป็นตรรกะ สูตรคำนวณหรือระบบต่างๆ สามารถบอกได้ว่าตลาดจะไปทางไหนได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น พวกเขาจึงทุ่มเทการเรียนรู้เพื่อจะเป็นเทรดเดอร์โดยการศึกษาเทคนิคคอลอย่างขมักเขม่น ด้วยความหวังที่ว่า เมื่อใดที่เขารู้เกี่ยวกับ indicator , รูปแบบของราคา , นับคลื่นเป็น รู้แนวรับแนวต้าน บลา บลา บลา เขาก็สามารถจะประสบความความสำเร็จในการเทรด แต่จนแล้วจนรอด เขาเหล่านี้แม้จะแตกฉานในเกมส์กราฟ แต่ก็หาประสบความสำเร็จดังที่หวังไม่

ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเทรด นอกเหนือจากเทคนิคคอล ก็ยังมี Money Management  และ เรื่องของจิตวิmยา แต่ว่าปัจจัยทั้งสองอย่าง มันเป็นอะไรที่เรียนรู้ได้ยากกว่า โดยเฉพาะเรื่องจิตวิยาการลงทุน……

การเรียนรู้ เรื่อง money management ที่ดีนั้น แม้จะสามารถเข้าใจได้ สามารถตั้งกฎส่วนตัวได้ ว่าแต่ละไม้ที่เทรดจะลง margin ไม่เกินกี่ % ของพอร์ต และขาดทุนได้ไม่เกินกี่ % แต่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่กลับไม่สามารถทำตามกฎที่ตัวเองตั้งได้ บางคนพยายามจะมี MM ที่ดีแต่เวลาเข้าสู่สนามเทรด เห็น leverage เยอะๆ ก็อดใจไม่ไหว ลืมตัวทุกที จนต้อง over trade และล้างพอร์ตในที่สุด มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่ทำไม่ได้สักที

ส่วนในเรื่องจิตวิทยาการลงทุน นั้นยิ่งแย่ใหญ่ นอกจากจะเข้าใจยากแล้ว การเรียนรู้มันกับยากยิ่งกว่าเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะมันค่อนข้างเป็นเรื่องนามธรรม เวลาพูดอาจดูสวยหรู แต่ยากจะจับเอามาเรียนรู้ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ประสบการณ์การจะสอนคุณ 

และเพราะเหตุนี้เอง เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จึงพยายามมองข้ามสิ่งที่ยากๆไป เรียนรู้เฉพาะในสิ่งที่ง่ายๆ พยายามไม่สนใจแนวคิดที่ว่า ความสำเร็จจากการลงทุนนั้นมันต้องมาจากไอ้ส่วนที่ยากๆ นั้นแหละ พวกเขาพยายามหลอกตัวเองว่าแค่เทคนิคคอลชั้นสูงที่ตัวเองมี กับความเข้าใจเรื่อง money management และ จิตวิทยาการลงทุนนิดๆหน่อยๆ ก็เพียงพอจะให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้แล้ว

พวกเขาพลาดอะไรไป ? พวกเขาอาจคิดว่ากำไรที่ทำได้ในวันนี้มันสามารถทดสอบได้แล้วว่า เขาสามารถอยู่ในตลาดแห่งนี้ด้วยเทคนิคคอลที่เขามีได้ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้ว การที่เขาขาดซึ่งหัวใจหลักในการลงทุนอย่าง money management และ  Psychology  นั้น จะทำให้เขาต้องถูกถีบออกจากตลาดไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันไม่สำคัญหรอกว่าวันนี้คุณจะมีกำไรเท่าไร แต่คุณจะอยู่ในตลาดอันโหดร้ายแห่งนี้ได้อย่างไรในระยะยาวต่างหากที่สำคัญกว่า เวลาเท่านั้นจะตัดสินว่าใครแกร่งจริงในตลาดแห่งนี้  

หลายๆ คนมองว่าการที่จะสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องทำกำไรได้เยอะๆ อย่างรวดเร็วเท่านั้น ยิ่งเร็วยิ่งดี เขาอยากอยู่บนทางด่วนสู่อิสระภาพทางการเงิน เขาจึงใช้รูปแบบการเทรดแบบ High risk เทรดลักษณะวัดดวง ได้ก็ได้เยอะแต่ถ้าเสียก็สาหัส ไม่ต่างอะไรไปกับการพนัน เพราะเขาเชื่อในกฎ “high risk high return” เขาวางทัศนคติแบบนี้ไว้ในตัว ทำให้รูปแบบการเทรดออกมาแบบสุ่มเสี่ยงตลอดเวลา วันนี้คุณอาจได้กำไรมหาศาล แต่ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้คุณอาจล้มละลายก็ได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรที่คุณจะขับรถบนทางด่วนด้วยความเร็ว 200 กม/ชั่วโมง แต่คุณไปไม่ถึงจุดหมาย

ดังนั้น หากคุณอยากจะยืนอยู่ในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะปรีบเปลี่ยน master plan หรือ ทัศนคติในตัวคุณที่ว่า High risk High return ซะก่อนและตระหนักใหม่ว่า high return อาจไม่จำเป็นต้องมาจาก high risk และสิ่งที่จะทำให้คุณควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับต่ำได้ก็ถือการมี mindset ที่ถูกต้อง money management ที่ดี และแน่นอนระบบที่เหมาะสมกับตัวคุณ คุณต้องผสานสามสิ่งนี้ไปด้วยกันอย่างลงตัว 

จริงๆ แล้วมันไม่มี Success formula หรอกว่า “ทัศนคติสู่ความสำเร็จ” หรือ Winning attitude นั้น ควรเป็นอย่างไร มีสัดส่วนเท่าไร เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานชีวิตที่ต่างกัน ลักษณะนิสัยและเงินทุนที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือหากคุณอยากอยู่ในตลาดแห่งนี้อย่างยั่งยืน อยากจะยึดอาชีพ freedom trader คุณต้องมีทัศนคติที่จะทำให้พอร์ตของคุณเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เร่งรวยจนหมดตัวซะก่อน!!!!!!

แต่การเปลี่ยนทัศนคตินี่แหละที่ยากที่สุด เพราะมันเหมือนกับการค้นหาตัวเองใหม่ (Re-discover yourself) ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าทัศนคติที่เหมาะกับแต่ละคนควรเป็นอย่างไร คุณต้อง “หาเอง” เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ล้วนเผชิญกับการขาดทุนอย่างหนักมากก่อน เพราะเหตุการณ์วิกฤติในชีวิตมันมักจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กับเจ้าตัวทัศนคติของเรามีความถูกต้อง ดังนั้น หากวันนี้คุณยังขาดทุนอยู่ ก็ขอให้รู้ว่าคุณได้เดินมาถูกทางแล้ว มันแค่อาจยังไม่ใช่จุดวิกฤติในชีวิตของคุณมากพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติคุณได้เท่านั้นเอง 

ขอให้เทรดเดอร์ทุกคนโชคดี
2Btrader

Guru Quotes เป็นลูกจ้าง ไม่มีวันรวย

คุณไม่มีวันรวยจริงถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่น อ้าว ถ้าทุกคนเป็นเถ้าแก่กันหมด แล้วเถ้าแก่จะหาแรงงานมาจากไหนล่ะ

Jeff Haden มีบทความเรื่อง คนรวย รวยได้ไง (How the Rich Got Rich) มีการสรุปผลสำรวจของสรรพากรสหรัฐประจำปีที่สอบถามผู้เสียภาษี 400 คนที่ขอภาษีคืนสูงที่สุด (กลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อคนในปี 2009 เท่ากับ 202.4 ล้านดอลลาร์) ได้ผลออกมาว่า พวกเขารวยเพราะ

9% เป็นลูกจ้าง
7% ได้ดอกเบี้ย
13% ได้เงินปันผล
20% เป็นเจ้าของกิจการหรือร่วมหุ้นทำกิจการ
46% ได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์ (Capital gain)

งานวิจัยนี้ระบุว่า 400 คนในงานสำรวจนี้ ได้เงินจากกำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์ (Capital gain) เฉลี่ยต่อคนถึง 92.6 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 16% ของ Capital Gain ที่ผู้เสียภาษีทั้งสหรัฐได้รับเลยทีเดียว Jeff Haden จึงสรุปว่า

1. การเป็นลูกจ้างอย่างเดียว ไม่มีวันรวย
2. การลงทุนโดยไม่ยอมรับความเสี่ยงเลย ไม่มีวันรวย
3. การลงทุนในหุ้นบริษัทใหญ่ๆ อย่างเดียว ก็ไม่ทำให้รวย
4. การ เป็นเถ้าแก่ ไม่ว่าจะบริษัทเดียวหรือหลายๆ บริษัท ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว หรือเป็น หุ้นส่วน ทำให้รวยจริง

อ่าน มาถึงตรงนี้ สรุปได้ว่า เราไม่มีวันรวย หากเราไม่กล้าเสี่ยง และไม่มีทางรวยจริงๆ ถ้ามัวแต่ทำงานให้คนอื่นนอกจากทำงานให้ตัวเอง

ยัง ไม่ต้องรีบร้อนไปลาออกจากงาน แล้วไปเป็นเถ้าแก่กันหมด เพราะมันก็มีข้อยกเว้นบ้าง และหากแห่ไปเป็นเถ้าแก่กันหมด เถ้าแก่ก็ไม่มีแรงงานสิ

เพราะยังมีถึง 46% อันเป็นสัดส่วนสูงที่สุด ที่รวยเพราะได้กำไรในการลงทุนในหลักทรัพย์ (Capital gain)
หมายความว่าเป็นลูกจ้างเขาก็ลงทุนได้ใช่ไหม

ใช่ หากกล้ารับความเสี่ยงในการลงทุน

เป็น ลูกจ้างเขา ถ้าเอาแต่ฝากเงินอย่างเดียว หรือมัวแต่ลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ ไม่รวยแน่ๆ และอาจจะไม่พอใช้ในบั้นปลายชีวิตเสียด้วยซ้ำ

ทำไมล่ะ

ก็เพราะดอกเบี้ยที่ได้รับมันจะถูกเงินเฟ้อกินไปหมดน่ะสิ

Jim Cramer เจ้าของและผู้จัดทำรายการ Mad Money ช่อง CNBC บอกว่า ?หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนอื่นทุกชนิด (อย่ากลัวความเสี่ยงจนไม่กล้าลงทุนระยะยาวในหุ้น) และมีหุ้นเป็นพันๆ ตัวในตลาดที่ทำให้เรารวยได้ และไม่เกี่ยวกับงานที่เราทำ (ทำงานอย่างเดียวโดยไม่ลงทุน ไม่รวย)

แต่มันก็ยากที่จะรู้ว่าหุ้นตัวไหนจะให้กำไรเรานะ

ใช่ ไม่งั้น Charlie Munger มือขวาของคุณปู่ Warren Buffet คงไม่บอกหรอกว่า ถ้าการลงทุนมันไม่ยากสักหน่อย ใครๆ ก็รวยแล้วสิ
แต่หลายคนลงทุนในหุ้นแล้วเจ๊งนะ

ก็ใช่ แต่ก็มีอีกหลายคนที่รวยจากหุ้นไม่ใช่หรือ เมื่อเลือกเองไม่เป็น ก็ลงทุนผ่านกองทุนรวมสิ

อืม … อยากรวยจัง แต่กลัวเขาทำขาดทุนน่ะสิ

ถ้ากลัวๆ อยากๆ อยู่อย่างนี้ ให้ฟังที่คุณปู่ John (Jack) Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard บริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาดูแล้วกัน

คุณปู่แจ็ค พูดว่า ถ้ารับการขาดทุนในหุ้นสัก 20% ไม่ไหว ก็ไม่ควรไปยุ่งกับหุ้น (ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง ผู้ลงทุนในหุ้นต้องเข้าใจและยอมรับได้)

แล้ว จงตัดสินใจเองว่าเราจะเพียงพอที่แค่ไหน

เพราะบางทีคนที่ดูเหมือนรวยมากๆ ก็เป็นยาจกในสายตาเรา เพราะเขาไม่เคยพอก็มีไม่ใช่หรือ

วรวรรณ ธาราภูมิ

ข้อมูลจากเว็บไซต์กองทุนบัวหลวง www.bblam.co.th

คนรวยแบบใหม่ (The New Rich)

แนวคิด “ความรวยแบบใหม่” นั้นเริ่มเข้ามาสู่สังคมบ้านเราและเริ่มมีผู้คนที่เรียกตัวเองว่า “คนรวยแบบใหม่” หรือ “The New Rich” ผมขอเปรียบเทียบระหว่างคนรวยแบบเก่ากับคนรวยแบบใหม่ คือ คนรวยแบบเก่า มีลักษณะอายุมาก อ้วน ลงพุง ทำงานหนัก เป็นเจ้าของกิจการ มีธุรกิจหลายล้าน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีโรงงาน มีพนักงานหลายคน ฯลฯ แต่คนรวยแบบใหม่ อายุยังน้อย หุ่นดี สมาร์ท เท่ห์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกิจการ ไม่จำเป็นต้องมีโรงงาน มีเพียงความรู้ ใช้เพียงคอมพิวเตอร์หรือแทบเล็ตเพียงเครื่องเดียวก็สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ และที่สำคัญ คนรวยแบบใหม่มีอิสรภาพในการเลือกใช้ชีวิตตามแบบที่ตัวเองต้องการ

คนรวยแบบเก่าเชื่อว่ามีการเงินหรือสินทรัพย์เยอะๆ จะให้มั่งคั่งร่ำรวย จึงพากันทำงานหนัก สร้างกิจการใหญ่โตเพื่อเก็บเงินและทรัพย์สินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่ คนรวยแบบใหม่เชื่อว่า แค่มีรายได้ที่ไหลเข้าในชีวิตในจำนวนเพียงพอกับรูปแบบชีวิตและเหลือเก็บก็เพียงพอกับความต้องการแล้ว และคนรวยแบบใหม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่คนรวยแบบเก่าใช้ได้ด้วยเช่น การท่องเที่ยวต่างประเทศ อาหารเพื่อนสุขภาพ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญสำหรับ The New Rich คือ รายได้ที่เข้าในชีวิตเพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายตามรูปแบบชีวิตที่ตัวเองต้องการ  รายได้อาจมาจากระบบที่เราสร้างไว้ หรือมาจากสินทรัพย์ที่ผลิตเงิน หรือมาจากอินเตอร์เน็ต หรือมาจากช่องทางอื่นที่เป็นรายได้ ยกตัวอย่าง Tim Ferris ซึ่งให้แนวคิดแบบเศรษฐียุคใหม่ โดยที่เขาขายอาหารเสริมออนไลน์และวางระบบให้ผลิตเงินมาตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิต และเขาสามารถไปเที่ยวไหนรอบโลกก็ได้ เพราะระบบที่เขาวางไว้จะผลิตเงินให้กับเขาอยู่ตลอดเวลาผมว่านี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สุด บางทีอาจหมดยุคมนุษย์เงินเดือนแล้วก็ได้

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาท เปลี่ยนโลกทั้งใบให้เล็กลง สร้างโอกาสมากมายให้ผู้คนได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ทำให้ทุกคนมีพื้นแสดงจุดยืน หรือสร้างธุรกิจมาตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิต และที่สำคัญที่สุดอินเตอร์เน็ตยังสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ต้องการอิสรภาพ และสร้างรายให้กับเศรษฐียุคใหม่อีกด้วย ผมแนะนำให้หันมาสร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นเศรษฐียุคใหม่ หรือเป็นคนรวยรุ่นใหม่

นอกจากการสร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ตแล้ว ยังมีรายได้แบบ Passive Income อีกมากที่สามารถ Make Money มาตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของเราได้ เช่น เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเครือข่าย ผู้ประกอบการ ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม ฯลฯ

ถ้าวันนี้เราอยากเป็นคนรวยแบบใหม่ เป็นเศรษฐียุคใหม่ ขอให้ตั้งรูปแบบการใช้ชีวิตไว้เป็นหลัก จากนั้นค่อยหาเงินมาสนองรูปแบบชีวิตนั้น หรือผลิตเงินจากรูปแบบชีวิตนั้นเสียเลย ยิ่งเราสามารถใช้ชีวิตและผลิตเงินไปพร้อมกับกิจวัตรประจำวันได้แล้ว นั้นหละ ที่เรียกว่า “The New Rich”

ข้อมูลจาก

WcRich.com | มั่งคั่ง ร่ำรวย

เงินสี่ด้าน หนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน

หนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน แนวคิดในเรื่องเงินสี่ด้าน ของกูรูทางด้านการเงินระดับโลก อย่าง Robert T. Kiyosaki  ผู้ซึ่งช๊อควงการเงินของโลกด้วยการบอกว่า บ้านที่เราซื้อเพื่ออยู่อาศัยคือหนี้สิน  ส่วนตัวผมเองแล้วชอบแนวคิดของกูรูการเงินท่านนี้มาก เพราะนอกจากจะได้ระบบความคิดในเรื่องการลงทุนและวิธีการมองเงินที่แตกต่างออกไปจากปกติแล้ว ยังมีลูกศิษย์ลูกหาของท่านอีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จ มั่งคั่งร่ำรวยและมีอิสรภาพทางการเงิน ในประเทศไทยเองก็มีอยู่หลายคนเลยทีเดียว ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะตั้งใจศึกษาแนวคิดทางการเงินโดยเฉพาะเรื่อง เงินสี่ด้าน ที่กล่าวถึงเส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินที่ทุกคนต้องการ

วันนี้ผมจึงนำแนวคิดในเรื่องเงินสี่ด้านมาให้ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านครับ

ในโลกทางการเงินแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ตามวิธีการสร้างรายได้ของแต่ละกลุ่ม เรามาดูกันครับว่า เราอยู่ในกลุ่มไหนตามรูป เงินสี่ด้าน

กลุ่ม E (Employee) หมายถึง กลุ่มลูกจ้างที่กินเงินเดือนหรือทำงานประจำ หรือรับราชการ หรือรับจ้าง เมื่อดูจากวิธีพูดคนกลุ่มนี้จะพูดถึงงานที่มั่นคง ปลอดภัย เงินเดือนดี และได้รับสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม

กลุ่มS (Small Business/Self-employed) หมายถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก SME และผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelance) วิธีสังเกตคนกลุ่มนี้คือ คนกลุ่มนี้จะมองที่ค่าจ้างต่อชั่วโมง ต่อโครงการ ค่าคอมมิสชั่น

กลุ่ม B (Big Business) หมายถึง เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ (จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) คนกลุ่มนี้จะพูดถึงการมองหาประธานบริษัท

กลุ่ม I (Investor) นักลงทุนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยและมีอิสรภาพทางการเงิน กลุ่มนี้จะพูดถึงกระแสเงินสดที่มาจากอัตราผลตอบแทนหรืออัตราผลตอบแทนสุทธิ

ซึ่งแนวคิดในเรื่องสี่ด้านแบ่งคนออกเป็นสองฝั่งหรือฝั่งซ้าย (ลูกจ้างและอาชีพอิสระ) และฝั่งขวา (นักธุรกิจและนักลงทุน) คนส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ในฝั่งซ้าย นั้นคือเป็นลูกจ้าง พนักงานบริษัท พนักงานของรัฐ ข้าราชการ และคนที่รับจ้างทั่วไป ซึ่งคนฝั่งซ้ายน้อยคนที่ประสบความสำเร็จและมั่งคั่งร่ำรวย ส่วนใหญ่คนที่อยู่ฝั่งขวาของเงินสี่ด้านจะร่ำรวยและมีอิสรภาพทางการเงิน การเปลี่ยนมาอยู่ในอีกด้านหนึ่งของเงินสี่ด้าน คือการเปลี่ยนแก่นแท้ของตัวเราเอง ซึ่งต้องเปลี่ยนกันในระดับจิตใต้สำนึกเลยทีเดียว

ผมขอเน้นไปที่เงินสี่ด้าน ฝั่งขวา ด้าน I มากกว่าทุกด้านนะครับ เพราะอยากให้ทุกท่านได้มีอิสรภาพทางการเงิน การเป็นนักลงทุนเป็นการใช้เงินทำเงิน โดยที่ไม่ต้องทำงานเอง เพราะเงินจะทำงานให้พวกเรา คนที่อยู่ด้านนี้จะเปลี่ยนความรวยให้กลายเป็นความมั่งคั่งได้ หนทางสู่อิสรภาพคือการออกมาจากสนามแข่งหนู (ด้านลูกจ้าง) ออกมาอยู่ฝั่งนักลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่เข้ามาในชีวิตจนพอกับรายจ่ายในแต่ละเดือน แต่ละปี และเมื่อกระแสเงินสดเข้ามาเพียงพอกับรายจ่าย นั้นคือ อิสรภาพทางการเงินขั้นแรก

“พ่อรวยสอนผมว่า เธอจะไม่มีวันพบกับอิสรภาพที่แท้จริง ถ้าเธอไม่ได้รับอิสรภาพทางการเงิน อิสรภาพทางการเงินเป็นของฟรี แต่มันต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง” –  Robert T. Kiyosaki

เราต้องแปรสภาพของเงินสดเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตน ซึ่งสินทรัพย์นั้นต้องสร้างกระแสเงินสดให้กับเรา (มีเงินไหลเข้ากระเป๋าของเราทุกเดือน ทุกวันหรือทุกปี) การเน้นหาสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดเข้ามาในชีวิต จนวันหนึ่งรายได้ที่มาจากสินทรัพย์ทั้งหมดมากกว่ารายจ่าย จุดนั้นคือ ความมั่งคั่งร่ำรวย

ความมั่งคั่ง คือ จำนวนวันที่เรามีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้แรงกายทำงาน และสามารถรักษาคุณภาพชีวิตในระดับเดิมไว้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีเงินเก็บไม่ใช้การมีรายได้

สรุป ถ้าอยากมีความมั่งคั่งร่ำรวย มีอิสรภาพทางการเงิน ต้องเปลี่ยน Mind Set จากการทำงานรับจ้างกินเงินเดือนไปวันๆ ต้องเปลี่ยน Mind Set ไปเป็นนักลงทุนที่ให้เงินทำงานแทน เน้นการสร้างสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดในชีวิต (Focus ไปที่การสร้างสินทรัพย์) เมื่อสร้างสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นจนกระแสเงินสดที่ไหลเข้ามาพอดีกับรายจ่ายในแต่ละเดือน นั้นคือความมั่งคั่ง และอิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง

ข้อมูลจาก

WcRich.com | มั่งคั่ง ร่ำรวย

10 สินทรัพย์ผลิตเงิน

ตามนิยามความรวยแบบใหม่ (The New Rich) บอกว่า ความร่ำรวย คือ การได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการโดยมีสินทรัพย์ผลิตเงินมาตอบสนองรูปแบบชีวิตที่ดีไซต์ไว้ (Life Design) อันนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินและอิสรภาพในการใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินเป็นเงื่อนไขอีกต่อไป แต่ใช้ชีวิตตามที่ใจต้องการ อะไรบ้างที่เป็นสินทรัพย์ผลิตเงินมาให้เราใช้ตลอดไป

1 ธุรกิจที่สร้างให้ระบบทำเงินให้เราอัตโนมัติโดยใช้เวลาในการดูแลน้อย ตามหนังสือของทิม เฟอริส บอกว่า การวางระบบให้รันไปได้เองแม้ตัวเจ้าของไม่อยู่เพื่อจะได้เอาเวลาที่มีไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

2 หุ้นปันผล การลงทุนในหุ้นเพื่อหวังผลตอบแทนถือว่าคุ้มค่าที่สุด เหมือนเราค่อยๆปลูกต้นไม้แล้ววันหนึ่งเมื่อต้นไม้เติบโตเราจะได้เก็บดอกผลไปตลอด สมมุติหุ้นตัวหนึ่งปันผล 7 เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่เรามีเงินอยู่ในหุ้น หนึ่งล้านบาท ในแต่ละปีเราได้เงินปันผล 70,000 บาท (คิดเป็นเดือน 5,833 บาท) ถือเป็นเครื่องจักรผลิตเงินชั้นยอดมาก

3 พันธบัตร การลงทุนในพันธบัตรแม้ว่าผลตอบแทนจะอยู่ที่ 3-5 เปอร์เซ็นต์ แต่ความเสี่ยงก็ย่อมน้อยลงตามผลตอบแทน หน้าที่ของเราคือหาเงินแล้วนำไปลงทุนในพันธบัตร เราก็จะมีสินทรัพย์ผลิตเงินอีกอันที่ทำให้เรามีอิสรภาพได้

4 อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อหวังเก็บค่าเช่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการสร้างสินทรัพย์เพื่อผลิตกระแสเงินสดให้เรามีเงินใช้จ่ายไปตลอด มีคนมากมายได้รับอิสรภาพทางการเงินจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านเช่า คอนโด หรือที่ดินเปล่า ถ้าวันนี้เรายังไม่มีกระแสเงินสดจากอสังหาริมทรัพย์ ผมว่าถึงเวลาต้องศึกษาแล้วละครับ

5 กองทุนรวม เป็นอีกเครื่องมือทางการเงินที่สร้างกระแสเงินสดให้เรามีกินมีใช้สบาย บางกองทุนยังนำลดหย่อนภาษีได้อีก ลองเปลี่ยนจากการเก็บเงินสดในบัญชีเงินฝากแล้วไปฝากในกองทุนรวม แล้วในแต่ละวันจะมีเงินไหลเข้ามาตลอด

6 ธุรกิจเครือข่าย นี้คงเป็นสินทรัพย์สำหรับผู้ที่ชอบการพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้และขยัน ธุรกิจเครือข่ายสร้างเศรษฐีมาแล้วหลายคน เมื่อธุรกิจเครือข่ายอยู่ตัว กระแสเงินสดจะไหลเข้ามาไม่ขาดสายเลยทีเดียว

7 ลิขสิทธิ์ ความรู้ ความสามารถ สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาจัดเรียบเรียงแล้วนำมันไปเป็นสินทรัพย์เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้เรามีกินมีใช้สบายไปเลยละ ลองหันมามองดูความรู้ในตัวเราว่า เราสามารถแก้ปัญหาให้กับใครได้แล้วก็ลงมือสร้างสินทรัพย์ทางปัญญา รับรองว่าคุ้มแน่นอน

8 เว็บไซต์ ใครเลยไหนจะไปรู้ว่า การที่มีเว็บไซต์ของตัวเองสักเว็บที่มีคุณภาพจะสามารถผลิตกระแสเงินสดให้เราใช้ได้ตลอดเวลา คนที่มีความรู้ในเรื่องการสร้างเว็บไซต์รวมกับความรู้ที่ตัวเองพอมีและสนใจ เมื่อลงมือสร้างเว็บไซต์รับรองมีช่องทางไหลมาของรายได้มากมาย

9 App บนมือถือ บางคนคิดว่าการที่เราจะมี Application บนมือถือสักอันต้องไปศึกษาใหม่ทั้งหมด แต่ความจริงแล้วไม่ต้องมีความรู้ในเรื่องการเขียนโปรแกรมเราก็สามารถมีรายได้จากการสร้างโปรแกรมผ่านมือถือได้ และที่สำคัญ App บนมือถือเป็นสินทรัพย์ที่ผลิตเงินได้อย่างมากมายมหาศาลอีกด้วย

10 การขายภาพถ่ายออนไลน์, การสร้าง Template Web แล้วขาย, ธุรกิจเฟรนไชน์ที่ขายต่อได้เรื่อย, การสร้างรายได้จาก Clip VDO และอื่นๆอีกมากมาย

เปลี่ยนมุมมองว่ารายได้ต้องมาจากการทำงานเท่านั้น เป็น รายได้มาจากหลายทิศหลายทาง รายได้มีมากมาย การเป็นทำงานกินเงินเดือนประจำเป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางของเงินในจำนวนหลายล้านเส้นทาง สินทรัพย์เหล่านี้สามารถผลิตเงินให้เราได้ สินทรัพย์เหล่านี้สามารถทำให้เรามีอิสรภาพในการใช้ชีวิตได้ และนี้คือ 10 สินทรัพย์ผลิตเงิน

ข้อมูลจาก

WcRich.com | มั่งคั่ง ร่ำรวย